บทความ

ออกกำลังกาย “พิลาทิส” ลดหน้าท้อง แก้ปวดหลัง เสริมสร้างบุคลิกภาพ

ในยุคปัจจุบันเทรนด์เรื่องการดูแลสุขภาพมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางและผู้คนหันมาให้ความสำคัญกันอย่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่มีสินค้าหรือบริการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเกิดขึ้นใหม่แทบจะตลอดเวลา รวมถึงรูปแบบของกิจกรรมหรือการออกกำลังกายเองก็ตาม ซึ่งบางอย่างเกิดขึ้นใหม่ และบางอย่างมีมานานแล้วและถูกพูดถึงหรือได้รับความนิยมมากขึ้นตามกาลเวลา

ใบบทความนี้เราจะพามารู้จักกับการออกกำลังกายอีกหนึ่งรูปแบบที่ค่อนข้างได้รับความนิยมโดยเฉพาะในกลุ่มของผู้หญิง ที่สามารถฝึกหรือเล่นได้ทุกเพศทุกวัย มีข้อจำกัดค่อนข้างน้อย และมีข้อดีมากมาย นั่นก็คือ การออกกําลังกายพิลาทิส ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว แต่อาจจะยังสงสัยว่าการเล่นพิลาทิส จริงๆ แล้วมันเป็นยังไง มีกี่ประเภท ช่วยลดน้ำหนักได้มั้ย หรือมันต่างกับโยคะยังไง ลองหาคำตอบไปพร้อมๆ กันจากบทความนี้ได้เลย

ทำความรู้จัก “พิลาทิส” คืออะไร

พิลาทิส (Pilates) คือ รูปแบบของการออกกำลังกายที่ได้รับการพัฒนาโดยช่างไม้และนักกายกรรมคนหนึ่งในประเทศเยอรมนี ที่ชื่อว่า ‘โจเซฟ พิลาทิส’ เขาคิดค้นพิลาทิสเป็นโปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับนักเต้นและทหารที่ได้รับบาดเจ็บขณะอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร

โจเซฟ พิลาทิส เชื่อว่าสุขภาพร่างกายและจิตใจมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ในช่วงทศวรรษ 1920 เขาได้อพยพมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและเปิดสตูดิโอพิลาทิสในนิวยอร์ก ซึ่งแต่เดิมรูปแบบของการออกกำลังกายนี้เรียกว่า ศาสตร์แห่งการควบคุม (Contrology)

พิลาทิสเป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่งที่เน้นการเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกาย เน้นที่ส่วนของแกนกลางลำตัวเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยให้ผู้ฝึกมีสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้นและสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสิ่งที่คล้ายคลึงกับการออกกำลังกายด้วยโยคะจนทำให้หลายคนสับสน คือ การมุ่งเน้นไปที่ท่าทางการจัดระเบียบร่างกาย การทรงตัว และความยืดหยุ่น รวมถึงการบาดเจ็บที่มีโอกาสเกิดได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายแบบอื่นที่ต้องใช้การออกแรงมากๆ

นอกจากนี้พิลาทิสยังมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมต่อระหว่างจิตใจและร่างกาย ในขณะที่ฝึกด้วยท่าทางหรือเครื่องเล่นพิลาทิสต่างๆ จะต้องมีสมาธิและจดจ่ออยู่กับลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวของร่างกายอยู่เสมอ

พิลาทิสกับโยคะ แตกต่างกันอย่างไร

พิลาทิสกับโยคะ

ถ้าดูผิวเผินแล้วไม่แปลกที่หลายคนจะมองว่า พิลาทิส กับ โยคะ คล้ายกัน เพราะถ้าดูจากรูปแบบของการฝึกทั้งสองอย่างมีการทำงานสอดประสานการระหว่างการเคลื่อนไหวร่างกายและการมีสมาธิอยู่กับลมหายใจ มีลักษณะของการยืดเหยียดและการทำงานของกล้ามเนื้ออย่างนุ่มนวล แต่ถ้าเจาะลึกลงไปในรายละเอียดแล้วพิลาทิสกับโยคะไม่เหมือนกัน

ในการฝึกพิลาทิสอาจจะพูดได้ว่ามีการเคลื่อนไหวร่างกายมากกว่า ในขณะที่โยคะมีเน้นการคงท่าไว้นิ่งๆ และโฟกัสในท่านั้นๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปอีกท่า รวมถึงลักษณะของการหายใจก็ค่อนข้างต่างกันหลังการฝึกโยคะในแต่ละครั้งอาจจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น แต่สำหรับการฝึกพิลาทิสแล้วอาจทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่า

นอกจากนี้หัวใจสำคัญของการฝึกพิลาทิสกับโยคะก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร การฝึกพิลาทิสจะให้ความสำคัญกับการควบคุมร่างกาย (Control) ควบคุมกล้ามเนื้อ โดยอาจจะมีหรือไม่มีอุปกรณ์ก็ตาม ให้ความสำคัญกับความแม่นยำ (Precision) เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายที่มีจุดศูนย์กลางเป็นจุดโฟกัสหลัก (Center)

หากพูดง่ายๆ ก็คือ การเคลื่อนไหวทั้งหมดในพิลาทิส ควรเริ่มจากแกนกลางลำตัวแล้วเคลื่อนออกไปทางแขนขา ในขณะที่การฝึกโยคะจะมุ่งเน้นในเรื่องของการผ่อนคลาย และเริ่มต้นมาจากศูนย์กลางความเชื่อเกี่ยวกับ การออกกำลังกาย ควบคุมการหายใจ การไดเอต การฝึกสมาธิและฝึกคิดในเชิงบวก

พิลาทิสกับโยคะ เลือกออกกำลังกายแบบไหนดี

อย่างที่ได้ทราบกันไปแล้วว่าพิลาทิสกับโยคะแตกต่างกายอย่างไรบ้าง ดังนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบกันก็ไม่ใช่ว่าจะมีอะไรดีกว่ากันซะทีเดียว เพียงแต่เราควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเรามากที่สุด ทั้งเรื่องของความชอบหรือเป้าหมายของเราในขณะนั้น หรือบางคนอาจจะฝึกทั้งสองอย่างร่วมกันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดแต่อย่างใด เพราะเราก็ต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเราเสมอ ยกตัวอย่างเช่น

  • ถ้าต้องการลดน้ำหนักหรือมีรูปร่างที่ดีขึ้น ก็อาจจะเลือกฝึกพิลาทิส จะทำให้เบิร์นแคลอรี่ได้มากกว่าเพราะมีการเคลื่อนไหวและเข้มข้นมากกว่าโยคะ ซึ่งอาจจะทำควบคู่ไปการการออกกำลังกายอย่างอื่น เช่น บอดี้เวท คาร์ดิโอ โดยสามารถปรับตารางออกกำลังกายได้ตามสะดวก หรือควบคุมอาหารร่วมด้วยก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น 
  • ถ้าวันไหนต้องการผลลัพธ์เกี่ยวกับการผ่อนคลาย ลดความเครียดจากการทำงานหรือเรื่องต่างๆ การเคลื่อนไหวร่างกาย ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ รวมถึงการฝึกสมาธิ ก็อาจจะเลือกฝึกโยคะในวันนั้น

ประเภทของการเล่นพิลาทิส

หลังจากพิลาทิสถือกำเนิดขึ้นมาและมีการนำไปใช้ฝึกกันอย่างแพร่หลาย ต่อมาได้มีการประยุกต์ใช้และฝึกในรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น การเล่นพิลาทิสที่บ้านด้วยตัวเอง พิลาทิสไม่ใช้อุปกรณ์ ฝึกในรูปแบบของคลาส ฝึกบนเสื่อ ฝึกร่วมกับท่าออกกำลังกาย ฝึกร่วมกับอุปกรณ์ยางยืด ลูกบอล โฟมโรลเลอร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีพิลาทิสรีฟอร์เมอร์ที่มีการใช้เครื่องเล่นพิลาทิสร่วมในการฝึกอีกด้วย ซึ่งการฝึกพิลาทิสแต่ละประเภทก็มีข้อดี-ข้อเสียและรายละเอียดที่แตกต่างกัน ลองไปดูกันเลยว่าแบบไหนจะเหมาะกับเรามากที่สุด

1. พิลาทิสแบบดั้งเดิม (Classical Pilates)

ออกกําลังกายพิลาทิส

พิลาทิสแบบดั้งเดิม หรือ Classical Pilates มีรากฐานมาจากรูปแบบพิลาทิสดั้งเดิมในช่วงปี 1920 โดยคุณโจเซฟ พิลาทิส ตามที่เราได้ทราบกันไปแล้ว เป็นการผสมผสานทั้งการฝึกบนเสื่อและใช้อุปกรณ์ร่วมด้วย การฝึกพิลาทิสประเภทนี้อาจจะซับซ้อนเล็กน้อยเพราะใช้กล้ามเนื้อแทบจะทุกส่วนของร่างกาย แต่ก็เป็นข้อดีตรงที่เราจะได้ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและส่วนอื่นๆ


2. พิลาทิสบนเสื่อ (Mat-based Pilates)

พิลาทิสไม่ใช้อุปกรณ์

การฝึกพิลาทิสบนเสื่อ เป็นวิธีที่ทำได้ค่อนข้างง่ายและสะดวก เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนใดๆ มีเพียงแค่ตัวผู้ฝึกและเสื่อ และถือว่าเป็นพื้นฐานของพิลาทิสรูปแบบอื่นๆ ซึ่งผู้ฝึกสามารถเริ่มต้นจะประเภทนี้ก่อนแล้วค่อยๆ พัฒนาไปฝึกในรูปแบบอื่นๆ ต่อไปได้

พิลาทิสบนเสื่อสามารถฝึกได้ทั้งแบบคนเดียว ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน หรือฝึกในรูปแบบคลาสกับเพื่อนๆ เพื่อช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความสนุกสนาน โดยการฝึกประเภทนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความแข็งแรงจากแกนกลางลำตัว และพัฒนาความแข็งแรงส่วนอื่นๆ เช่นเดียวกับการฝึกพิลาทิสแบบดั้งเดิม


3. พิลาทิสแบบประยุกต์ (Contemporary Pilates)

เล่นพิลาทิสที่บ้าน

พิลาทิสแบบประยุกต์หรือแบบร่วมสมัย เป็นการฝึกที่ผสมผสานการฝึกพิลาทิสแบบดั้งเดิมร่วมกับการออกกำลังกายอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามที่ผู้ฝึกต้องการ เช่น การออกกำลังกายในฟิตเนส โยคะ กายภาพบำบัด เป็นต้น

ซึ่งการเล่นพิลาทิสแบบประยุกต์นั้นอาจจะมีการใช้อุปกรณ์ ลูกบอล โฟมโรลเลอร์ หรือยางยืด ร่วมด้วยก็ได้ โดยทั่วไปพิลาทิสประเภทนี้จะค่อนข้างแตกต่างจากการฝึกแบบดั้งเดิมเพราะค่อนข้างที่จะเน้นไปที่การใช้อุปกรณ์เช่นเดียวกับพิลาทิสบนเสื่อ หรือการใช้เครื่องสำหรับพิลาทิสรีฟอร์มเมอร์


4. พิลาทิสรีฟอร์มเมอร์ (Reformer Pilates)

พิลาทิสรีฟอร์เมอร์

Pilates Reformer คือ รูปแบบของการฝึกที่มีการใช้เครื่องเล่นพิลาทิสหรือเรียกว่า Reformer ร่วมด้วย ลักษณะของการฝึกหรือเคลื่อนไหวต่างๆ จะคล้ายกับพิลาทิสบนเสื่อ เพียงแต่เปลี่ยนมาทำบนเครื่อง Reformer ที่สามารถเลื่อนไป – มาและปรับระดับของความหนักหรือแรงต้านได้

พิลาทิสรีฟอร์มเมอร์นั้นถือเป็นการฝึกพิลาทิสที่ค่อนข้างยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายและเป็นการออกกำลังกายทั้งร่างกาย โดยพิลาทิสรีฟอร์เมอร์จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความแข็งแรง ฝึกการทรงตัวและความอ่อนตัวได้เป็นอย่างดี เพื่อความปลอดภัยผู้ฝึกควรมีประสบการณ์มาก่อนหรือฝึกภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ


5. พิลาทิสคลินิคอล (Clinical Pilates)

เล่นพิลาทิส

พิลาทิสประเภทนี้อาจถูกมองได้ว่าจัดอยู่ในพิลาทิสแบบประยุกต์หรือแบบร่วมสมัยประเภทหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการฝึกบนเสื่อ ยางยืด หรืออุปกรณ์อื่นๆ โดยมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางที่ทำหน้าที่สร้างความมั่นคงให้กับร่างกาย รวมถึงอาการปวดบริเวณหลังล่าง ซึ่งอาจจะมีการประเมินทางกายภาพบำบัดร่วมด้วย

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นพิลาทิส

อย่างที่ได้ทราบกันไปแล้วว่าพิลาทิสถูกนำไปประยุกต์ใช้หลากหลายรูปแบบ อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับการฝึกก็มีค่อนข้างหลากหลายตามไปด้วย อุปกรณ์แต่ละอย่างก็มีวิธีการใช้งานและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่อุปกรณ์ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย ไปจนถึงเครื่องเล่นพิลาทิส (Pilates Reformer Machine) ซึ่งราคาก็มีหลายระดับ ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

เครื่องรีฟอร์มเมอร์ (Pilates Reformer Machine)

เครื่องเล่นพิลาทิส เครื่องรีฟอร์มเมอร์ (Reformer) หรือเรียกอีกอย่างว่าเครื่องเล่นพิลาทิส เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ประเภทดั้งเดิมที่โจเซฟ พิลาทิสประดิษฐ์ขึ้น มีส่วนประกอบสำคัญคือแท่นสี่เหลี่ยมที่สามารถขึ้นไปนั่งคุกเข่า นอนราบ นอนตะแคง หรือยืน เพื่อฝึกในท่าทางต่างๆ ได้ และแท่นนี้จะสามารถเลื่อนไป-มาได้ สามารถปรับความตึงหรือแรงต้านของเครื่องได้ โดยที่ปลายด้านหนึ่งของโครงเป็นแป้นวางเท้า และอีกด้านมีเชือกยาวสองเส้นพร้อมที่จับติดกับรอก สำหรับจุดประสงค์หลัก เครื่องเล่นพิลาทิสนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการเคลื่อนไหว พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามท้องและส่วนอื่นๆ ฝึกการรักษาสมดุล การทรงตัว ฝึกการทำงานที่สัมพันธ์กันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เสริมสร้างความอ่อนตัวและความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่อ

เครื่องคาดิแลค (Pilates Cadillac or Trapeze Table)

พิลาทิสแก้ปวดหลัง< เครื่องคาดิแลค หรือเรียกอีกอย่างว่า Trapeze Table เป็นอุปกรณ์พิลาทิสที่ประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย รองรับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ใช้ฝึกพิลาทิส มีลักษณะคล้ายเตียงสี่เหลี่ยมที่มีเบาะหุ้มด้านบน มีโครงเหล็กสูงเป็นเสาสี่มุมของเตียง โครงเหล็กด้านบนเป็นราวจับสำหรับออกกำลังกายด้วยท่าต่างๆ เครื่องคาดิแลคสามารถใช้ออกกำลังกายได้ตั้งแต่ท่าพื้นฐานเช่นเดียวกับที่ฝึกบนเสื่อพิลาทิสไปจนถึงท่าฝึกพิลาทิสขั้นสูง เช่น ท่าที่มีการนอนราบ คุกเข่า หรือท่ายืน โดยประโยชน์ของเครื่องนี้ ได้แก่ ช่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพจากอาการบาดเจ็บ เพิ่มความท้าทายในการออกกำลังกาย และช่วยพัฒนาการรักษาสมดุลและความมั่นคงของร่างกาย

เก้าอี้วุนดา (Wunda Chair)

พิลาทิสลดหน้าท้อง เก้าอี้วุนดา เรียกอีกอย่างว่า เก้าอี้พิลาทิส เป็นอุปกรณ์พิลาทิสดั้งเดิมอีกชิ้นหนึ่งที่โจเซฟพิลาทิสประดิษฐ์ขึ้น ถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นกล่องไม้ที่มีขนาดกะทัดรัด ด้านบนเป็นเบาะรองนั่ง ด้านล่างมีแป้นสำหรับเหยียบติดกับสปริงที่ช่วยให้แรงต้านขณะฝึกด้วยท่าทางต่างๆ โดยทั่วไปจะใช้ฝึกในท่านั่งหรือท่ายืน และสามารถใช้ฝึกได้ทั้งสองฝั่งของตัวเก้าอี้ เหมาะสำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพจากอาการบาดเจ็บ เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา เพิ่มความแรงโดยเฉพาะส่วนของเท้า ฝึกการรักษาสมดุลและการควบคุมการใช้เท้า

อุปกรณ์เสริมอื่นๆ

พิลาทิสที่บ้าน อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่ใช้ร่วมกับการฝึกพิลาทิส เช่น เสื่อพิลาทิส, ลูกบอลพิลาทิส, ยางยืด (pilates band), โฟมโรลเลอร์ เป็นต้น อุปกรณ์เหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในการฝึกพิลาทิสประเภทต่างๆ ตามความต้องการของผู้ฝึกเพื่อให้การฝึกมีความหลากหลายและท้าทายมากยิ่งขึ้น แต่ก็ควรคำนึงถึงความเหมาะสมในการใช้งานด้วยเพื่อให้การฝึกมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากที่สุด หากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์ที่สามารถใช้ในการเล่นพิลาทิสที่บ้านได้อย่างปลอดภัย เราขอแนะนำ

หัวใจหลักของการเล่นพิลาทิส

ก่อนที่จะเริ่มฝึกกันผู้เขียนอยากให้เข้าใจหลักการหรือหัวใจสำคัญของการออกกําลังกายแบบพิลาทิส ที่ไม่ว่าจะเลือกฝึกพิลาทิสประเภทไหน ก็ควรจะยึดในหัวใจหลัก 8 ข้อต่อไปนี้ เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้และได้รับประโยชน์จากวิถีพิลาทิสให้มากที่สุด

1. Breathing

การหายใจเป็นสิ่งสำคัญในวิถีพิลาทิส มีการเปรียบเทียบว่าเป็นการ “ทำความสะอาดร่างกายด้วยการไหลเวียนโลหิต” เพราะเป็นการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด เพิ่มออกซิเจนและขับของเสีย ในการออกกําลังกายพิลาทิส ทั้งหายใจเข้าและออกควรหายใจให้สุด หายใจเข้าท้องส่วนล่างพอง หายใจออกเหมือนการไล่ลมออกให้หน้าท้องแฟบเข้าใกล้กระดูกสันหลัง การฝึกหายใจแบบนี้ยังสามารถช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางได้อีกด้วย

2. Concentration

ดังที่ได้ทราบกันมาในตอนต้นแล้วว่าการออกกําลังกายพิลาทิสนั้นต้องอาศัยการโฟกัสหรือสมาธิค่อนข้างสูง เพื่อจดจ่ออยู่กับท่าทางและการเคลื่อนไหวที่ทำในทุกชั่วขณะ เป็นหนทางแห่งการทำให้จิตใจสงบ ฝึกการมีสติและอยู่กับตัวเอง สิ่งนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญในอันดับต้นๆ ของการออกกําลังกายแบบพิลาทิส

3. Control

พิลาทิสเกี่ยวข้องกับ “ศาสตรแห่งการควบคุม” มาตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากเป็นการฝึกควบคุมกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งการออกกําลังกายแบบพิลาทิสไม่ว่าจะมีอุปกรณ์หรือไม่มีก็ตาม ต้องอาศัยการควบคุมกล้ามเนื้อให้สามารถเคลื่อนไหวโดยต้านกับแรงต้าน เช่น แรงโน้มถ่วง หรืออุปกรณ์ จึงเกิดเป็นท่าทางต่างๆ

4. Centering

การออกกําลังกายแบบพิลาทิสอาศัยการควบคุมร่างกายจากศูนย์กลาง หรือที่เรียกว่า “Powerhouse” ซึ่งอาจคลอบคลุมถึงบริเวณ ช่องท้อง หลังส่วนล่างและส่วนบน สะโพก ก้น ต้นขาด้านใน การเคลื่อนไหวท่าทางต่างๆ ควรเริ่มจากจุดศูนย์กลางแล้วเคลื่อนออกไปสู่แขนและขา

5. Flow

การออกกําลังกายพิลาทิสมุ่งเป้าไปที่การเคลื่อนไหวเท่าที่จำเป็น สง่างาม ประกอบกันเป็นการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลและแม่นยำ เพื่อเป็นการฝึกทั้งความแข็งแรงและความแข็งแกร่งไปพร้อมๆ กัน หรืออีกนัยหนึ่งคือการโฟกัสและออกแรงจากจุดศูนย์กลางจะช่วยเป็นตัวประสานให้การเคลื่อนไหวของแขนและขาทำงานอย่างสอดคล้องและสัมพันธ์กัน

6. Postural Alignment

การใช้ท่าทางที่ถูกต้องและฝึกจัดระเบียบร่างกายในขณะเคลื่อนไหว สามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัย แก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ รวมถึงช่วยพัฒนาการทำงานที่สัมพันธ์กันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สำหรับมือใหม่อาจจะต้องใช้เวลาฝึกสักระยะหนึ่ง ถึงจะเริ่มมีการจัดระเบียบร่างกายได้ถูกต้องมากขึ้น และเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7. Precision

ความแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญในการออกกําลังกายแบบพิลาทิส ในการเคลื่อนไหวควรโฟกัสไปที่การทำอย่างแม่นยำและสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ควรเคลื่อนไหวเร็วเกินไปหรือทำแบบไม่ตั้งใจ เพื่อให้การเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้กลายไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ว่าเราจะเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม

8. Relaxation

ด้วยรูปแบบของการฝึกที่เป็นการเคลื่อนไหวแบบมีสติ กล้ามเนื้อค่อยๆ หดตัวและทำงานอย่างช้าๆ มีสมาธิจดจ่อในทุกชั่วขณะ สิ่งเหล่านี้มีส่วนทำให้ร่างกายและจิตใจรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดหรือความกังวลใดๆ ก็ตาม

ประโยชน์ของการเล่นพิลาทิส

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับข้อดีของพิลาทิสกันมาบ้าง เช่น พิลาทิสแก้ปวดหลัง พิลาทิสลดหน้าท้อง พิลาทิสแก้หลังค่อม พิลาทิสลดความอ้วนหรือลดน้ำหนัก พิลาทิสเพิ่มความสูง เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วพิลาทิสช่วยเรื่องอะไรและมันมีประโยชน์ยังไงบ้าง เราลองมาดูกันจาก 7 ข้อ ดังต่อไปนี้

  • บุคลิกภาพดี

เนื่องจากพิลาทิสเกี่ยวข้องกับการฝึกจัดระเบียบร่างกาย การทรงท่าทั้งในขณะอยู่นิ่งและเคลื่อนไหว จะสามารถช่วยพัฒนาหรือคงไว้ซึ่งบุคลิกภาพที่ดีได้ นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อกลุ่มคนที่มีอาการปวดบริเวณหลังล่างอีกด้วย

  • กระชับกล้ามเนื้อ

หลังจากฝึกไปสักระยะหนึ่งจะพบว่ากล้ามเนื้อมีความกระชับหรือความตึงตัวมากขึ้น เนื่องจากพิลาทิสจะช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อที่ปกติเราไม่ค่อยได้ใช้งานและอ่อนแรงลงไปตามอายุของร่างกาย ซึ่งการกระตุ้นดังกล่าวจะส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก จะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและคงไว้ซึ่งการทำงานที่ดีของระบบเผาผลาญ

  • พัฒนากล้ามเนื้อหน้าท้อง

พิลาทิสเน้นไปที่การกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว รวมถึงหน้าท้อง หลัง และก้น ซึ่งจะช่วยทำให้การเคลื่อนไหวด้วยท่าทางต่างๆ ของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังมีกล้ามหน้าท้องที่กระชับ รูปร่างและสัดส่วนดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงนิยมเล่นพิลาทิสเพื่อใช้เป็นวิธีลดพุงนั่นเอง

  • ความอ่อนตัว

ความยืดหยุ่นหรือความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่อมักจะลดลงตามอายุของร่างกาย การฝึกพิลาทิสสามารถช่วยพัฒนาความยืดหยุ่น ทำให้เราเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น และที่สำคัญคือสามารถช่วยลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

  • การทรงตัว

อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าพิลาทิสเป็นการฝึกที่อาศัยการทำงานร่วมกันของจิตใจและร่างกาย การจดจ่อและตระหนักรู้อยู่ตลอดการเคลื่อนไหว ไม่เพียงจะช่วยพัฒนาเรื่องการรักษาสมดุลของร่างกาย แต่ยังช่วยพัฒนาความสมดุลของจิตใจ ให้มั่นคงและมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำมากขึ้นด้วย

  • รู้สึกผ่อนคลาย

การมีสมาธิและจดจ่ออยู่กับท่าทางการเคลื่อนไหวในขณะฝึก จะช่วยดึงความคิดของเราไม่ให้ฟุ้งซ่าน ลดภาระและความกังวลทางด้านความคิดที่เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ การฝึกให้เรามีสติอยู่กับตัวเองเช่นนี้เป็นวิธีที่ดีในการผ่อนคลายและบรรเทาความเครียด

  • ความเป็นอยู่ที่ดี

ความเป็นอยู่ที่ดี หรือที่เรียกว่า Well-Being คือ การมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดี ซึ่งการฝึกพิลาทิสที่มุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาทั้งสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต เมื่อเราทำมันอย่างสม่ำเสมอจะสามารถให้ความรู้สึกของการมีความเป็นอยู่ที่ดีได้

การเล่นพิลาทิส เหมาะกับใครบ้าง

พิลาทิสสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับผู้ฝึกหรือเป้าหมายของการฝึกได้ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือคนที่มีประสบการณ์มาก่อนแล้วก็สามารถฝึกได้เช่นกัน คนส่วนใหญ่จึงไม่มีปัญหากับการออกกำลังกายแบบนี้

สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เริ่มต้นจากท่าฝึกพื้นฐาน อาจจะยังไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากนัก ใช้แค่ร่างกายกับเสื่อพิลาทิสก็ได้ หรือถ้าหากไม่มั่นใจก็แนะนำให้ลองฝึกแบบคลาสที่มีเพื่อนฝึกไปพร้อมๆ กัน หรือมีผู้ฝึกสอนส่วนตัว จะได้มั่นใจว่าฝึกอย่างถูกต้องและไม่บาดเจ็บ จากนั้นเมื่อทำได้คล่องหรือเชี่ยวชาญมากขึ้นแล้ว ก็ค่อยเพิ่มความท้าทายโดยการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมด้วย หรือลองฝึกด้วยท่าที่มีการเคลื่อนไหวซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับกรณีผู้สูงอายุ ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ หรือคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ก็สามารถเล่นพิลาทิสได้ แต่แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และการฝึกพิลาทิสอาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่มีอาการความดันโลหิตไม่คงที่ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคกระดูกพรุนอย่างรุนแรง และคนที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด

เล่นพิลาทิส ช่วยลดน้ำหนักได้ไหม

“พิลาทิสลดน้ําหนัก” ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการลดน้ำหนัก ลดไขมัน หรือลดความอ้วนนั้น ไม่ได้เป็นวัตถุประสงค์หลักตั้งแต่แรกเริ่มที่พิลาทิสถือกำเนิดขึ้นมา แต่ในภายหลังที่พิลาทิสถูกนำไปประยุกต์ใช้ฝึกในรูปแบบต่างๆ มากมาย ก็อาจจะมีบ้างที่มีการพูดถึงการฝึกเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพิลาทิสสามารถใช้เป็นวิธีลดน้ำหนักได้หรือไม่ เราลองมาหาคำตอบกันในหัวข้อนี้ได้เลย

พิลาทิสเป็นการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ และมักได้รับความนิยมจากข้อดีเกี่ยวกับการกระชับกล้ามเนื้อ พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง เสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี และอาจจะช่วยให้คุณมีสุขภาพโดยรวมที่ดีได้

แต่อย่างไรก็ตาม พิลาทิสอาจไม่ได้ผลมากนักในการลดน้ำหนัก ถ้าเทียบกับการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออื่นๆ เช่น กระโดดเชือก วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เป็นต้น เหตุผลคือเรื่องของการเผาผลาญพลังงาน ถ้าหากประเมินจากการฝึกพิลาทิสแบบดั้งเดิม เห็นได้ชัดว่าใช้พลังงานน้อยกว่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออยู่พอสมควร

ถ้าเป้าหมายของคุณคือการลดน้ำหนัก แนะนำให้ลองทำควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายในรูปแบบอื่นๆ อาจจะสลับกันไปในแต่ละวันหรือสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานมากขึ้น การออกกำลังกายอื่นๆ ที่แนะนำ เช่น เวทเทรนนิ่ง คาร์ดิโอ เป็นต้น

ข้อสรุป ‘การเล่นพิลาทิส’

การออกกําลังกายแบบพิลาทิสมีประโยชน์และข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มฝึกโดยเฉพาะในคนที่เป็นมือใหม่ และสำหรับใครที่คาดหวังหรือมีเป้าหมายในเรื่องการลดน้ำหนัก แนะนำให้ทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ ด้วยโดยเฉพาะการคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน คลาสเต้น เป็นต้น

ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เพียงแต่การเล่นพิลาทิสเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายแบบใดก็ตามถ้าคุณหวังผลในเรื่องการลดน้ำหนัก ควรจะให้ความสำคัญกับการควบคุมอาหารด้วย อย่างน้อยก็ควรจะกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพและกินอย่างมีสติ ท้ายที่สุดแล้ว…ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีจะเกิดขึ้นกับตัวคุณอย่างแน่นอน

Share:

Facebook
Twitter

Related Posts

รวม 7 ท่าสควอท เสกหุ่นสวย สอนท่าสควอทอย่างถูกวิธี ต้องทำอย่างไร?

ปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเป็นจำนวนมาก ทั้งเป้าหมายด้านสุขภาพ รูปร่าง หรือการพัฒนาความสามารถด้านกีฬาเองก็ตาม และไม่ว่าเป้าหมายใด ท่าสควอทถือเป็นท่าออกกำลังกายพื้นฐานที่ควรฝึก

Read More

รวม 10 ท่านอนออกกำลังกาย ลดพุง ลดขาง่ายๆ แม้อยู่บนเตียง

ในบางสถานการณ์การออกกำลังกายอาจเป็นเรื่องยากโดยเฉพาะหลังตื่นนอนในยามเช้า และยิ่งถ้าไม่ใช่คนที่ตื่นเช้าเป็นประจำอยู่แล้ว การลุกออกจากเตียงในช่วงเช้าเพื่อไปออกกำลังกายยิ่งเป็นเรื่องที่แสนยากลำบาก ดังนั้น ในบทความนี้เราจะพามาดูท่านอนออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆ จะทำบนพื้นในห้องนอน

Read More

รู้จักผลิตภัณฑ์ของเรา Fitto Whey Protein & Fitto Plant Protein

โปรตีน ถือเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับร่างกาย ที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งโดยปกติแล้ว เราจะได้รับโปรตีนจากการกินเนื้อสัตว์ เช่น

Read More